อาการปวดคอและหลังส่วนบน

อาการปวดคอและหลังส่วนบน

กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและพังผืดบริเวณคอร่วมกับความผิดปกติของข้อ (Cervical Myofascial Pain Syndrome with Articular Dysfunction)

ภาวะนี้พบได้บ่อยมากจนถือเป็นปัญหาระบาดในสังคมปัจจุบัน ผู้ใหญ่ในวัยทำงานส่วนใหญ่บ่นว่ามีความรู้สึกตึงเรื้อรังบริเวณคอและหลังส่วนบน ซึ่งถือเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของอาการปวดคอ สาเหตุเกิดจากการรวมกันของกล้ามเนื้อที่ตึง พังผืดที่ยึดติด และข้อต่อที่เคลื่อนไหวได้น้อย

การรักษาประกอบด้วย
a) การคลายกล้ามเนื้อที่ตึงและพังผืดที่ยึดติด ด้วยเทคนิคเนื้อเยื่ออ่อน เช่น Nimmo Technique และการคลายพังผืด (Fascia Release)
b) การเพิ่มการเคลื่อนไหวของข้อต่อที่ติด ด้วยการจัดกระดูกและการขยับข้อต่อทางไคโรแพรกติก มักใช้กายภาพบำบัดร่วมด้วย เช่น อัลตราซาวด์ ความร้อน และเลเซอร์ รวมถึงการฝังเข็มซึ่งช่วยได้ดี ปัจจัยที่พบบ่อยซึ่งมีส่วนทำให้เกิดภาวะนี้ ได้แก่ การบาดเจ็บเก่าที่รักษาไม่เพียงพอจนเกิดเป็นพังผืด งานคอมพิวเตอร์หรืองานโต๊ะมากเกินไป ความเครียดสูง การขาดการออกกำลังกาย การบริโภคน้ำตาลมากเกินไป และการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะรู้สึกดีขึ้นอย่างชัดเจนภายใน 5–10 ครั้งของการรักษา ในระยะเวลา 1–2 เดือน แม้ว่าการลดปัจจัยเสี่ยงและการออกกำลังกายสม่ำเสมอจะมีความสำคัญ แต่การดูแลตนเองเพียงอย่างเดียวก็มีข้อจำกัด วิธีเดียวที่จะฟื้นฟูการทำงานของข้อต่อ กล้ามเนื้อ และพังผืดให้ได้มากที่สุด คือการได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพโดยตรง

ผู้ป่วยบางรายอาจได้ประโยชน์จากการทำดีท็อกซ์แบบง่าย ๆ ที่สามารถทำเองที่บ้านเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตนเอง หากผู้ป่วยไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นได้ทั้งหมด เช่น จำเป็นต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน การดูแลรักษาแบบต่อเนื่อง (maintenance care) จะช่วยลดอาการปวดและความตึงได้ โดยอาจเข้ารับการรักษาเดือนละครั้งหรือทุก 2 เดือน เพื่อคงผลลัพธ์ที่ดีไว้

อาการเคล็ดขัดยอกของกระดูกสันหลังส่วนคอเฉียบพลัน ระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง (Acute Mild to Moderate Cervical Spine Sprain)

ภาวะนี้มักเกิดขึ้นโดยไม่มีอุบัติเหตุชัดเจน ผู้ป่วยมักตื่นนอนมาแล้วรู้สึกปวดคอ และคิดว่าอาจนอนตกหมอน มักมีอาการปวดเวลาเอียงหรือหมุนคอไปด้านใดด้านหนึ่ง หรือทั้งสองด้าน

สาเหตุอาจเกิดจากกิจกรรมที่ใช้ศีรษะอย่างรุนแรง เช่น การเต้นอย่างหนัก การอยู่ในท่าที่คอผิดท่านาน ๆ เช่น นอนดูทีวีบนโซฟาในท่าที่ไม่เหมาะสม การยกของหนักเหนือศีรษะ หรือแม้แต่การโดนลมเย็นจัดบริเวณคอเป็นเวลานาน ซึ่งอาจทำให้กล้ามเนื้อคอเกร็งจนเกิดการแพลงได้

การรักษาคล้ายกับกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและพังผืดบริเวณคอ แต่จะหลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนในระยะแรกเพื่อลดการอักเสบ สิ่งสำคัญที่ควรจำคือ ความรุนแรงของอาการปวด ไม่ได้สะท้อนถึงความรุนแรงของภาวะนี้ แม้อาการปวดอาจรุนแรง แต่โดยทั่วไปไม่ใช่ภาวะอันตราย และมักตอบสนองต่อการรักษาได้ดีภายใน 3–6 ครั้ง ในระยะเวลา 10–21 วัน

หากไม่ได้รับการรักษาทางไคโรแพรกติก อาการมักยืดเยื้อ 6 สัปดาห์ (42 วัน) หรือมากกว่า และแม้อาการอักเสบจะหายเอง แต่อาจเหลือกล้ามเนื้อคอ ไหล่ หรือหลังส่วนบนที่หดสั้นเรื้อรัง และข้อต่อกระดูกสันหลังเคลื่อนไหวได้น้อย ส่งผลให้เกิดความตึงเรื้อรังและพัฒนาไปเป็นกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและพังผืดดังกล่าวข้างต้น

อาการเคล็ดหรือตึงบริเวณคออย่างรุนแรงเฉียบพลัน (Acute Severe Neck Sprain)

มักเกิดจากการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุ เช่น อาการบาดเจ็บที่คอจากการสะบัดอย่างรุนแรงและกะทันหัน เหมือนการโดนตีด้วยแส้ มักเกิดจากอุบัติเหตุรถชนท้าย ทำให้กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และเนื้อเยื่ออ่อนบริเวณคอเคล็ด ยืด หรือฉีกขาดอาการปวดอาจร้าวลงแขนได้ ภาวะนี้ยังสามารถรักษาได้ด้วยวิธีของเรา แต่ต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าการเคล็ดระดับเล็กน้อย

วิธีการรักษาคล้ายกับการแพลงระดับเล็กน้อย แต่ต้องทำอย่างนุ่มนวลมากขึ้น โดยเฉพาะในระยะแรก และหลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนเพื่อไม่เพิ่มการอักเสบ โดยทั่วไปจะรักษา 3 ครั้งต่อสัปดาห์ในช่วง 1–3 สัปดาห์แรก จากนั้นลดเหลือสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 2–4 สัปดาห์ และต่อด้วยสัปดาห์ละครั้งอีก 2–5 สัปดาห์ ทั้งนี้จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับรายละเอียดของแต่ละราย

เราจะประเมินอาการอย่างต่อเนื่องเพื่อพยายามลดความถี่ในการรักษาโดยเร็วที่สุดเพื่อลดค่าใช้จ่าย เอ็นคอเคล็ดทุกรูปแบบทำให้การเคลื่อนไหวของข้อต่อคอลดลง การรักษาด้วยยาและกายภาพบำบัดเพียงอย่างเดียว เช่น อัลตราซาวด์ อาจลดการอักเสบและอาการปวดเฉียบพลันได้ แต่ไม่สามารถฟื้นฟูการเคลื่อนไหวของข้อต่อและพังผืด ส่งผลให้เกิดความตึงเรื้อรังและพังผืด จนนำไปสู่ภาวะปวดกล้ามเนื้อและพังผืดเรื้อรังดังที่กล่าวไว้

หมอนรองกระดูกคอเคลื่อน (Herniated Cervical Disc)

อาจเกิดขึ้นทันทีจากการบาดเจ็บ หรือค่อย ๆ เกิดขึ้น หากเกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป มักเริ่มจากอาการปวดคอ แล้วจึงมีอาการปวด ชา หรือรู้สึกเสียวซ่าร้าวไปที่สะบักหรือแขน หมอนรองกระดูกเคลื่อนอาจเกิดร่วมกับเอ็นคอเคล็ดได้

สิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยควรรู้ ได้แก่

  1. ไม่ใช่หมอนรองกระดูกเคลื่อนทุกกรณีจะมีอาการ งานวิจัยพบว่าประมาณหนึ่งในสามของผู้ใหญ่ที่ไม่เคยปวดหลังหรือคอเลย มีภาพ MRI แสดงหมอนรองกระดูกเคลื่อนบางระดับ นั่นหมายความว่า การพบหมอนรองกระดูกเคลื่อนใน MRI ไม่ได้แปลว่าเป็นสาเหตุของอาการเสมอไป และก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ใช่สาเหตุ ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี
  2. ยิ่งอาการปวดร้าวลงแขนและมือมากเท่าใด โอกาสที่หมอนรองกระดูกเคลื่อนจะเป็นสาเหตุหลักก็ยิ่งมาก หากปวดเฉพาะที่คอ โอกาสที่หมอนรองกระดูกจะเป็นสาเหตุเดียวจะน้อยลง อาการชาและเสียวซ่าถือว่ารุนแรงน้อยกว่ากล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งบ่งบอกถึงการกดทับเส้นประสาทที่รุนแรงกว่า การลีบของกล้ามเนื้อแขนและมือมักเกิดจากการอ่อนแรงเป็นเวลานาน
  3. การมีหมอนรองกระดูกคอเคลื่อนไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่จะมีปัญหาอื่นร่วมด้วย เช่น กลุ่มอาการกล้ามเนื้อสเกลีน (Scalene Syndrome) หรือความผิดปกติของข้อต่อคอ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการร้าว ชา หรือเสียวซ่าที่แขนและมือได้เช่นกัน เราพบหลายกรณีที่มีหมอนรองกระดูกเคลื่อนใน MRI แต่เมื่อรักษาความผิดปกติอื่น ๆ อาการของผู้ป่วยกลับหายไป

ดังนั้น การวินิจฉัยและการรักษาหมอนรองกระดูกคอเคลื่อนไม่ได้ง่ายอย่างที่หลายคนเข้าใจ การบอกว่าต้องผ่าตัดทันทีโดยไม่ลองการรักษาแบบอนุรักษ์ก่อนนั้นอาจทำให้เข้าใจผิดได้ หมอนรองกระดูกคอเคลื่อนส่วนใหญ่สามารถรักษาได้ผลด้วยการผสมผสานการจัดกระดูกและกายภาพบำบัด รวมถึงการดึงและคลายแรงกดของหมอนรองกระดูก (disc decompression และ traction)

โดยทั่วไปจะรักษา 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ในช่วง 1–3 สัปดาห์แรก จากนั้นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 2–4 สัปดาห์ และสัปดาห์ละครั้งอีก 2–5 สัปดาห์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละราย การรักษาด้วยยาและกายภาพบำบัดอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะไม่สามารถฟื้นฟูการเคลื่อนไหวของข้อต่อและพังผืด ซึ่งอาจนำไปสู่ความตึงและพังผืดเรื้อรัง

ภาวะกระดูกคอเสื่อม (Cervical Spondylosis)

คือภาวะเสื่อมของกระดูกสันหลังส่วนคอ หรือข้อเสื่อมของคอ สามารถรักษาและควบคุมอาการได้ด้วยการรักษาแบบอนุรักษ์นิยม อาจทำให้ปวดเฉพาะที่คอ หรือปวดร้าวลงแขน หากกระดูกงอกหรือหินปูนไปกดเส้นประสาท

เป้าหมายของการรักษาคือ เพิ่มการเคลื่อนไหวของกระดูกคอให้ได้มากที่สุด ลดจุดกดเจ็บ (trigger points) และลดความตึงของกล้ามเนื้อ ภาวะนี้เป็นส่วนหนึ่งของความเสื่อมตามวัย ไม่สามารถรักษาให้หายขาดถาวรได้ แต่สามารถควบคุมอาการได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักรักษาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 2–3 สัปดาห์ จากนั้นสัปดาห์ละครั้ง 4–6 สัปดาห์ และหลายรายเลือกเข้ารับการดูแลต่อเนื่องเดือนละครั้ง เพื่อคงการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้นและลดอาการปวดในระยะยาว