อาการปวดหลังส่วนล่าง

อาการปวดหลังส่วนล่าง 

อาการปวดหลังส่วนล่างมีหลายชนิดย่อย ด้านล่างนี้เป็นคำอธิบายของอาการปวดหลังส่วนล่างที่พบบ่อย พร้อมทั้งระยะเวลาโดยประมาณในการฟื้นตัว ซึ่งอ้างอิงจากประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยส่วนใหญ่ แม้เราจะพยายามให้กรอบเวลาที่สมจริงที่สุด แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่าการฟื้นตัวของผู้ป่วยทุกรายจะอยู่ภายในช่วงเวลาที่ระบุไว้เสมอ


1) อาการปวดหลังส่วนล่างเฉียบพลัน ระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง

ไม่มีอาการปวดร้าวลงขาเกินเข่า

อาการนี้มักเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หลังยกของหนักเกินไป หรือก้มในท่าที่ไม่เหมาะสมแล้วเกิดอาการ “หลังล็อก” ทันที สาเหตุมักเกิดจากการแพลงของข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนซาโครอิเลียก (Sacroiliac joint) หรือข้อต่อแฟซเซต (Facet joint) ร่วมกับกล้ามเนื้อรอบ ๆ เกิดการเกร็งตัว หากไปพบแพทย์แผนปัจจุบัน มักถูกบอกว่าเป็น “แค่กล้ามเนื้ออักเสบ” แต่ในความเป็นจริง การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหลังมักเกิดร่วมกับการยืดหรือแพลงของเอ็นที่ยึดกระดูกสันหลังและเชิงกราน

อาการปวดมักอยู่บริเวณหลังส่วนล่าง สะโพก และ/หรือต้นขา โดยทั่วไปจะไม่ปวดร้าวลงต่ำกว่าเข่า ผู้ป่วยมักขยับตัวลำบากเพราะรู้สึกว่าหลัง “ล็อก” และอาจปวดรุนแรงมาก บางรายเข้าใจผิดว่าอาการปวดรุนแรงเช่นนี้เกินขอบเขตการรักษาด้วยไคโรแพรกติก ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย ไคโรแพรกติกควรเป็นแนวทางแรกที่ควรลองสำหรับอาการลักษณะนี้

การปรับข้อต่ออย่างนุ่มนวลให้กลับสู่ตำแหน่งสมดุล จะช่วยลดการตึงผิดปกติของเอ็น ทำให้การฟื้นตัวเร็วขึ้น คลินิกของเรามีอุปกรณ์เฉพาะที่ช่วยให้ผู้ป่วยที่ปวดรุนแรงสามารถรับการรักษาได้อย่างสบาย สิ่งสำคัญที่ควรจำคือ ความรุนแรงของอาการปวด ไม่ได้สะท้อนถึงความรุนแรงของโรคเสมอไป แม้จะปวดมาก แต่อาการแพลงหลังส่วนล่างส่วนใหญ่มักไม่ร้ายแรง และตอบสนองต่อการรักษาได้ดี โดยมักใช้เวลา 3–6 ครั้ง ภายใน 10–21 วัน

หากไม่ได้รับการรักษาด้วยไคโรแพรกติก อาการมักยืดเยื้อได้นานถึง 6 สัปดาห์ (42 วัน) และเมื่อการอักเสบหายไปเอง ข้อต่อซาโครอิเลียกหรือแฟซเซตอาจยังเคลื่อนไหวผิดปกติ ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดอาการซ้ำในอนาคต อาจกลับมาเป็นที่เดิม หรือย้ายไปปวดบริเวณอื่น เช่น คอ หลังส่วนบน หรือแม้แต่เข่า

แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายปวดภายใน 3 สัปดาห์ แต่แนะนำให้ระวังการใช้งานต่ออีก 3–5 สัปดาห์ เนื่องจากเอ็นต้องใช้เวลา 6–8 สัปดาห์ ในการหายสนิท

กรณีลักษณะนี้ถือว่าการรักษาด้วยไคโรแพรกติกมีความคุ้มค่าอย่างมาก เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายสูงของการนอนโรงพยาบาล การเอกซเรย์ หรือการทำ MRI


2) อาการกำเริบเฉียบพลันของอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ

ไม่มีอาการปวดร้าวลงขาเกินเข่า

ลักษณะคล้ายอาการแพลงหลังเฉียบพลัน แต่แตกต่างตรงที่เกิดซ้ำ ๆ บางรายเป็นทุก 2–3 เดือน โดยทั่วไปสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ใน 3–6 ครั้ง ภายใน 10–21 วัน เช่นเดียวกัน แม้จะหายปวดภายใน 3 สัปดาห์ แต่ยังแนะนำให้พักการใช้งานต่ออีก 3–5 สัปดาห์

ความแตกต่างสำคัญคือ เราจะพยายามค้นหาปัญหาเชิงกลไกของร่างกาย (Biomechanical problems) ที่เป็นสาเหตุให้อาการกลับมาเป็นซ้ำ ซึ่งอาจต้องมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์ใหม่ แม้อาจต้องใช้เวลารักษานานขึ้น แต่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการตัดวงจรอาการบาดเจ็บซ้ำ และวางแผนการดูแลระยะยาวที่ผู้ป่วยสามารถทำเองที่บ้านได้


3) อาการแพลงกระดูกสันหลังส่วนเอวรุนแรง (Severe Lumbar Sprain)

มักเกิดจากอุบัติเหตุหรือแรงกระแทก เช่น ลื่นล้มบนพื้นกระเบื้องที่เปียก ซึ่งพบได้บ่อยในประเทศไทย อาการนี้สามารถรักษาได้สำเร็จที่คลินิก หากปวดรุนแรงมากในช่วงแรก อาจต้องดูแลร่วมกับแพทย์เพื่อใช้ยาควบคุมอาการปวด

โดยทั่วไปจะรักษา สัปดาห์แรก 3 ครั้ง, 2 สัปดาห์ถัดไปสัปดาห์ละ 2 ครั้ง, จากนั้น สัปดาห์ละ 1 ครั้ง จนหายดี มักใช้เวลาประมาณ 1–2 เดือน ทั้งนี้ความเร็วในการฟื้นตัวขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอในการมารักษาและการปฏิบัติตามคำแนะนำที่บ้าน


4) อาการปวดหลังส่วนล่างเฉียบพลัน ร่วมกับอาการปวดหรือชาลงขา

มักปวดร้าวเกินเข่า

ในคนวัยหนุ่มสาวและวัยกลางคน มักเกิดจาก หมอนรองกระดูกทับเส้น (Herniated Disc)
ในผู้สูงอายุ มักเกิดจาก โพรงกระดูกสันหลังตีบ (Spinal Stenosis)

หมอนรองกระดูกทับเส้นอาจเกิดขึ้นทันทีจากการก้มยกของหนัก หรือค่อย ๆ เกิดจากการยกของซ้ำ ๆ อาการมักมีปวด ชา หรือเสียวซ่าร้าวลงขา ถึงน่องหรือเท้า จากการตรวจอาการและการทดสอบง่าย ๆ ในคลินิก สามารถวินิจฉัยเบื้องต้นและเริ่มการรักษาได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องทำ MRI ตั้งแต่แรก หากไม่ดีขึ้นอย่างชัดเจนภายใน 3 สัปดาห์ จึงจะส่งตรวจ MRI

แม้หมอนรองกระดูกทับเส้นจะรุนแรงกว่าอาการแพลง แต่ก็ควรลองรักษาแบบอนุรักษ์นิยมก่อน เว้นแต่จะมีสัญญาณอันตรายของ Cauda Equina Syndrome การรักษาจะเน้นลดการอักเสบ ลดแรงกดบนหมอนรองกระดูก และฟื้นฟูโครงสร้างที่อ่อนแอ

น้อยกว่า 10% ของผู้ป่วยจำเป็นต้องผ่าตัดหากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม โดยทั่วไปอาการจะดีขึ้นใน 4–12 สัปดาห์ ทั้งนี้หมอนรองกระดูกต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือน ในการหายสนิท ระหว่างนี้ต้องหลีกเลี่ยงการก้ม ยกของหนัก บิดตัว และนั่งนาน ๆ (ควรลุกเปลี่ยนอิริยาบถทุก 20–30 นาที)


5) อาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังต่อเนื่อง (Chronic Continuous Low Back Pain)

สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่

a) หมอนรองกระดูกทับเส้นเรื้อรัง
คืออาการที่ไม่ดีขึ้นภายใน 3 เดือน มักเกิดจากการรักษาที่ไม่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก ส่วนใหญ่ยังสามารถรักษาได้ ใช้เวลาประมาณ 8–12 สัปดาห์ อาการปวดมักดีขึ้นมาก แม้อาการชาอาจคงอยู่บางส่วน

ข้อควรรู้เกี่ยวกับหมอนรองกระดูกทับเส้น

  1. ไม่ใช่หมอนรองกระดูกทับเส้นทุกกรณีจะมีอาการ

  2. ยิ่งอาการปวดร้าวลงขาและเท้ามาก ยิ่งมีแนวโน้มว่าเป็นต้นเหตุสำคัญ

  3. อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงรุนแรงกว่าการปวดหรือชา

  4. อาจมีปัญหาอื่นร่วม เช่น Piriformis Syndrome หรือข้อต่อซาโครอิเลียกผิดปกติ

หมอนรองกระดูกทับเส้นส่วนใหญ่สามารถรักษาได้ด้วย ไคโรแพรกติก กายภาพบำบัด และฝังเข็ม โดยไม่ต้องผ่าตัด

b) หมอนรองกระดูกเสื่อม (Spondylosis)
ทำให้หลังแข็งตึงและปวด แต่ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ตอบสนองดีต่อไคโรแพรกติกและกายภาพบำบัด

c) หมอนรองกระดูกเสื่อมร่วมกับโพรงกระดูกสันหลังตีบ
มีอาการปวด ชา หรืออ่อนแรงลงขา เป็นกรณีที่รักษายาก ต้องลองการรักษาแบบอนุรักษ์นิยมก่อนพิจารณาผ่าตัด

d) กระดูกสันหลังเคลื่อน (Spondylolisthesis)
กระดูกสันหลังส่วนเอวเลื่อนมาด้านหน้า มักเกิดจากกระดูกแตกตั้งแต่วัยเด็ก ไม่สามารถหายขาดได้ การรักษามุ่งเพิ่มความยืดหยุ่นและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบ ๆ การผ่าตัดเป็นทางเลือกสุดท้าย

e) กระดูกสันหลังส่วนเอวผิดรูปแต่กำเนิด
(Lumbosacral Transitional Segment / Lumbarization / Sacralization)

เป็นภาวะติดตัวตั้งแต่เกิด เป้าหมายการรักษาคือเพิ่มการเคลื่อนไหวของข้อต่อรอบ ๆ ลดแรงกด และลดอาการปวด โดยทั่วไปจะรักษา สัปดาห์ละ 2 ครั้งในช่วงแรก แล้วลดความถี่ลงตามอาการ